วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บทความน่าอ่าน หัวใจที่ชายแดน


“เมื่อฉันมาเมืองไทยครั้งแรก ฉันคิดจะอยู่เพียงสามเดือน” คนพูดชื่อ ซินเธีย หม่าว แต่ผู้คนเรียกเธอว่า หมอซินเธีย ใบหน้าของเธอไม่ขาดจากรอยยิ้ม และนัยน์ตาไม่ขาดความเมตตา สามปีต่อมาเธอยังอยู่ที่นี่ แล้วห้าปีก็ผ่านไป เธอก็ยังอยู่ที่นี่จนบัดนี้ เธอมาอยู่ในไทยกว่าสิบห้าปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะอยู่ต่ออีกนานเท่าใดในฐานะคนไร้สัญชาติ หนีตายจากแผ่นดินเกิดที่อีกฟากฝั่งแม่น้ำ ที่นี่กลายเป็นบ้านของเธอและชาวอพยพอีกจำนวนมากเรือนไม้หลังเล็กถูกดัดแปลงเป็นสถานพยาบาล เตียงคนไข้เป็นไม้ต่ออย่างหยาบ เครื่องมือแพทย์ต่ำกว่ามาตรฐาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาจากโรงเรียนแพทย์ แต่ที่นี่มีน้ำใจชีวิตที่นี่ไม่ง่าย การรักษาชีวิตคนในพื้นที่กันดารไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การถูกขับไล่ไสส่งของจากบ้านเกิด และถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกก่อการร้ายที่ปลูกฝิ่น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นี่เป็นสถานที่เดียวที่ชาวบ้านรับการรักษาฟรี คนไข้ที่เหยียบกับระเบิดจะได้รับขาเทียมฟรี มันยังเป็นศูนย์กลางพัฒนาสังคม แคมป์เด็กอพยพเด็กที่ถูกทอดทิ้ง รวมไปถึงโรงเรียน และศูนย์แพทย์เคลื่อนที่ซึ่งเคลื่อนที่ไปทุกที่ในชายแดนพม่าเพื่อรักษาคนป่วย บ่อยครั้งต้องตัดแขนขาคนบาดเจ็บกลางป่า และจำนวนคนไข้ก็มักเกินกำลังคนรักษาเสมอ แต่อุปสรรคของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มีมากกว่านั้น กับระเบิดจำนวนมากที่ฝังตามแนวชายแดน และทหารพม่าทำให้งานนั้นบรรลุเป้ายากกว่าเดิม หลายคนเสียชีวิตจากงานที่ทำแต่พวกที่เหลือก็ยังคงทำงานนี้ต่อไป หมอซินเธียเกิดในครอบครัวกะเหรี่ยงที่เมืองมะละแหม่ง เรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ปี พ.ศ. 2528 ฝึกงานที่อิรวดี เปิดคลินิกที่ผาอ่างได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนชีวิตของเธอโดยสิ้นเชิงเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าในปี พ.ศ. 2531 และเป็นหนึ่งในพวกที่หนีตายจากการกวาดล้าง เดินป่านานเจ็ดวันเต็มเข้าเขตแดนไทยณ พื้นที่แม่ตาว หมอซินเธียเปลี่ยนบ้านชาวนาเป็นคลินิก รักษาชาวบ้านที่หนีจากพม่าไม่คิดเงิน คนพลัดถิ่นจากสงครามกลางเมืองมีราวหนึ่งล้านคน พวกนี้ต้องอพยพหนีภัยสงครามเสมอๆ คนไข้ของเธอมีทั้งมิตรและแม้แต่ศัตรู ทั้งผู้อพยพ คนงานพม่า และชาวบ้านที่ชายแดนไทย-พม่า ราวห้าหมื่นคนแถบนั้น ทุกๆ วันมีคนราวสองร้อยคนมารับการรักษา พวกเธอใช้เครื่องมือเท่าที่มี ฆ่าเชื้อโรคเครื่องมือแพทย์ด้วยหม้อหุงข้าวผ่านไปหลายปี ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น จำนวนแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเพิ่มมากขึ้น ยาและเครื่องมือแพทย์เริ่มถูกส่งจากองค์กรต่างๆ ในต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ หมอห้าคน เจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ อีกร้อยกว่าคน ทำงานตัวเป็นเกลียว รักษาทุกโรค ตั้งแต่โรคง่ายๆ ไปจนถึงการผ่าตัด การถ่ายเลือด ไปจนถึงเหยื่อกับระเบิดและอาวุธสงคราม“ฉันเคยคิดเสมอว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าจะดีขึ้น”แต่มันไม่เคยดีขึ้น “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผู้คนยังคงอดอยากเช่นเดิม”ในโลกที่ดำเนินไปด้วยหลัก ‘ตัวใครตัวมัน’ และ ‘มือใครยาว สาวได้สาวเอา’ หาคนเสียสละเพื่อสังคมยากเย็นขึ้นทุกที เพราะมองไม่เห็นว่า หากคนอื่นอยู่ไม่ได้ ช้าหรือเร็วเราก็อยู่ไม่ได้แต่เพราะโลกยังมีน้ำใจหลงเหลืออยู่บ้าง เราจึงยังมีความหวังในการสร้างสรรค์โลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นแม้ว่าสันติภาพจะเป็นแสงอันริบหรี่ แต่หากชาวโลกช่วยกันจุดคนละดวง มันก็สว่างไสวได้ วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com

ไม่มีความคิดเห็น: