วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ส่งงานอาจารย์จักรพงศ์ เจือจันทร์ 1




ประวัติบริษัทไมโครซอฟท์

กำเนิดบิล เกตส์
บิล เกตส์ มีชื่อเต็มว่า William Henry Gates III กำเนิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2498(ค.ศ.1955) ในครอบครัวที่มั่งคั่งทั้งทางด้านธุรกิจและมีหน้ามีตาในสังคม ทวดของบิลเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง ปู่ของบิลเป็นผู้ช่วยประธานกรรมการของธนาคารแห่งชาติ ส่วนบิดาของบิล เกตส์เป็นทนายความที่มีชื่อเสียง ในวัยเด็กขณะเรียนชั้นประถม บิลแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียน โดยเฉพาะวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์ บิดาของบิลเกตส์เห็นแววของลูกจึงได้ให้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอย่าง Lakeside ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ ทำให้ชะตาชีวิตของบิล เกตส์เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร เนื่องจากเขาได้สัมผัสกับคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกที่นี่เอง


แรกสัมผัสกับคอมพิวเตอร์


ในปี ค.ศ.1968(พ.ศ.2511) ขณะนั้นเกตส์มีอายุ 13 ปี โรงเรียนเลคไซด์ได้มีโครงการที่จะให้นักเรียนได้สัมผัสกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งในสมัยนั้นยังมีราคาแพง และมีขนาดใหญ่มาก โรงเรียนไม่สามารถซื้อมาทำการสอนนักเรียนได้ จึงได้ทำการเช่าเวลาเครื่อง DEC PDP-10 ของบริษัท GE(General Electric) และให้นักเรียนทำการใช้ฝึกงาน บิล เกตส์ พร้อมด้วย พอล อัลเลน(Paul allen) รวมทั้งเพื่อน ๆ ต่างหลงใหลในคอมพิวเตอร์และเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเขียนโปรแกรม อ่านคู่มือ และอะไรก็ตามที่เป็นความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จนในที่สุดพวกเขาก็มืปัญหากับโรงเรียนเนื่องจากส่งการบ้านช้า พวกเขาโดดเรียนเพื่อเข้าไปอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ และยังใช้เวลาชั่วโมงที่โรงเรียนเช่าไว้สำหรับใช้งาน 1 ปี หมดภายในไม่กี่สัปดาห์

ในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน บริษัท Computer Center Corporation ซึ่งเจ้าของบริษัทมีลูกชายเรียนที่โรงเรียนเลคไซด์ ได้ทำสัญญากับโรงเรียนเพื่อให้บริการเช่าเวลาคอมพิวเตอร์ในอัตราที่ไม่แพง บิล เกตส์กับเพื่อนไม่รีรอที่จะสำรวจเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ จนในที่สุดก็ก่อปัญหาจนได้ พวกเขาทำให้คอมพิวเตอร์ล่มหลายครั้ง และยังใช้ความสามารถในการเป็นแฮกเกอร์(Hacker) เจาะระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทเข้าไปเปลี่ยนแปลงชั่วโมงการใช้งานของพวกตน จนทำให้บริษัทจับได้และไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้งานเครื่องอยู่หลายสัปดาห์ ในปลายปีนั้น บิล เกตส์,พอล อัลเลน และเพื่อน ๆ ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Lakeside Programmer group ขึ้น เพื่อหาทางที่จะนำความสามารถไปใช้งานจริง ซึ่งงานแรกก็มาจากบริษัท Computer Center Corporation นั่นเอง ทางบริษัทประสบปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย และประทับใจผลงานที่่บิล เกตส์ และพรรคพวกได้ก่อไว้ จึงจ้างกลุ่มนักเรียนเหล่านี้เพื่อค้นหาบั๊ก(ข้อผิดพลาดในโปรแกรม) และจุดอ่อนของระบบ โดยมีสิ่งตอบแทนคือชั่วโมงการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างไม่จำกัด ซึ่งเป็นข้อเสนอที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้ บิล เกตส์ได้กล่าวถึงช่วงเวลานี้ว่า "It was when we got free time at C-cubed(Computer Center Corporation) that we really got into computers. I mean,then I became hardcore.It was day and night." (ช่วงเวลาที่เราได้รับเวลาฟรีที่ C-Cubed นี้เองที่ทำให้เราได้รู้จักกับคอมพิวเตอร์อย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมหมายถึงว่า ผมได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกจ้างเพื่อมาค้นหาบั๊ก แต่พวกเขายังได้อ่านเอกสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่พนักงานในเวรเช้าทิ้งไว้ เหล่าแฮกเกอร์หนุ่มยังสอบถามข้อมูลใหม่ ๆ จากพนักงานในบริษัทโดยตรง ณ สถานที่นี้เองเป็นที่ ๆ ทำให้บิล เกตส์,พอล อัลเลน เริ่มพัฒนาพรสวรรค์ของตนซึ่งนำมาสู่การก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ใน 7 ปีต่อมา

ไมโครซอฟท์ (หุ้นแนสแด็ก: MSFT) เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายประมาณ 4 แสนล้านบาท และพนักงานประมาณ 57,000 คน ใน 90 ประเทศทั่วโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองเรดมอนด์ (ห่างจากเมืองซีแอตเทิล ประมาณ 22 กม.) มลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ไมโครซอฟท์ผลิต พัฒนาซอฟต์แวร์เป็นหลัก โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ขายดีติดอันดับคือระบบปฏิบัติการชื่อไมโครซอฟท์ วินโดวส์ และซอฟต์แวร์สำหรับสำนักงานชื่อไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ นอกจากนั้นแล้วไมโครซอฟท์ยังได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดอื่นๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ MSNBC เว็บไซต์ MSN และรวมถึงสารานุกรมไมโครซอฟท์ เอ็นคาร์ตา. ไมโครซอฟท์ยังได้ทำตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น ไมโครซอฟท์ เมาส์ ไมโครซอฟท์ คีย์บอร์ด ไมโครซอฟท์ ฮารด์แวร์ ไมโครซอฟท์ LifeCam รวมถึงเครื่องเล่นต่างๆเช่น เครื่องเล่นวีดีโอเกม Xbox MSN TV และ Zune เป็นต้น

ประวัติการก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์

ในปี ค.ศ. 1975 บิลล์ เกตส์ กับ พอล อัลเลน ได้ร่วมกับก่อตั้ง ไมโครซอฟท์ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และได้นำเอาภาษาเบสิกที่พัฒนาขึ้นเองออกวางตลาด และให้ชื่อว่าไมโครซอฟท์เบสิก ภาษาคอมพิวเตอร์นี้ได้กลายมาเป็นรากฐานให้แก่ธุรกิจลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกผนวก (มักจะมาในรูปแบบของรอม) เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้าน และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 70 และ 80
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 บิลล์ เกตส์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นิยมงานอดิเรก ซึ่งสร้างความโกรธเคืองแก่ผู้นิยมเล่นคอมพิวเตอร์เป็นงานอดิเรกเป็นอย่างมาก โดยเขาได้ประกาศว่า ธุรกิจคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์มีตัวตนอยู่ในตลาดการค้า และยังบอกด้วยว่า ไม่ควรทำสำเนาซอฟต์แวร์แจกจ่ายกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ซึ่งเขาได้กล่าวหาการกระทำนี้ว่าเทียบเท่ากับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ขณะที่เขาพูดถูกในแง่ของกฎหมาย ข้อเสนอดังกล่าวของเกตส์นับว่าไม่เคยมีมาก่อนในวงการคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับอิทธิพลจากมรดกตกทอดของวงการแฮม เรดิโอ และวงการแฮกเกอร์ อันเป็นชุมชนซึ่งมีการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและความรู้กันอย่างเสรี อย่างไรก็ดี เกตส์พูดถูกในแง่ของการตลาด และความพยายามของเขาก็ได้รับผลตอบแทนในที่สุด ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชันได้กลายเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จทางการค้ามากที่สุดในโลก และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สำหรับขายปลีก
ช่วงเวลาสำคัญของไมโครซอฟท์ ได้แก่เมื่อบริษัทไอบีเอ็มได้วางแผนจะรุกตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ด้วยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด ใน ค.ศ. 1985 ไอบีเอ็มได้เข้ามาเจรจากับไมโครซอฟท์เพื่อขอซื้อระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ไอบีเอ็มได้ทำสัญญาภาษาคอมพิวเตอร์ไปแล้ว) แต่ไมโครซอฟท์ไม่มีระบบปฏิบัติการจะขายให้ จึงแนะนำให้ไอบีเอ็มไปคุยกับดิจิทัลรีเสิร์ชแทน ที่ดิจิทัลรีเสิร์ช ผู้แทนของไอบีเอ็มได้คุยกับโดโรธี ภรรยาของ แกรี คิลดาลล์ แต่เธอปฏิเสธการลงนามในข้อตกลงมาตรฐานซึ่งไม่ปิดผนึก เนื่องจากเห็นว่าเสียเปรียบเกินไป ไอบีเอ็มจึงหันมาคุยกับไมโครซอฟท์อีกครั้ง บิล เกตส์ได้สิทธิ์ในการใช้สำเนาการออกแบบของ CP/M และ QDOS จาก ทิม แพทเทอร์สัน แห่งบริษัท ซีแอตเทิล คอมพิวเตอร์ โปรดักส์ ด้วยการซื้อมาในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และขายมันให้กับไอบีเอ็มในราคา "ราว 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ" ตามคำกล่าวอ้างของเกตส์ และในที่สุด MS-DOS และ PC-DOS ก็ได้แจ้งเกิดในวงการ ต่อมา ไอบีเอ็มได้ค้นพบว่าระบบปฏิบัติการของเกตส์อาจมีปัญหาละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของ CP/M จึงได้ติดต่อกลับไปที่แกรี คิลดาลล์ และเพื่อแลกกับสัญญาว่าจะไม่ถูกคิลดาลล์ฟ้องกลับ ไอบีเอ็มได้ตกลงว่าจะขาย CP/M ควบคู่ไปกับ PC-DOS เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด โดยตั้งราคาขาย CP/M ไว้ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ MS-DOS/PC-DOS มีราคาเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ MS-DOS/PC-DOS ขายดีกว่า CP/M หลายเท่า และกลายเป็นมาตรฐานในที่สุด ข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็มเอง ไม่ได้สร้างรายได้มากมายเท่าไรนัก (ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายให้แก่ไอบีเอ็มเจ้าเดียว) แต่ในทางกลับกัน ไมโครซอฟท์มีสิทธิ์ในการขาย MS-DOS ให้กับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ และด้วยการโหมรุกทางการตลาดอย่างหนัก เพื่อขาย MS-DOS ให้ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็ม ไมโครซอฟท์มีวิสัยทัศน์ในวงการอุตสาหกรรมไมโครคอมพิวเตอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะต้องแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างไอบีเอ็มก็ตาม
ในกลางคริสต์ทศวรรษที่ 80 เกตส์รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ทราบว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลของคอมแพคดิสก์นั้นมีมาก และได้เป็นสปอนเซอร์สนับสนุนการตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า CD-ROM: The New Papyrus (ซีดีรอม: พาไพรัสสมัยใหม่) ที่โฆษณาแนวความคิดของซีดีรอม
ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 80 ไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็ม ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการที่ก้าวหน้ากว่าเดิม มีชื่อว่า OS/2 (โอเอสทู) ระบบปฏิบัติการได้ถูกนำออกตลาดร่วมกับการออกแบบฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ของไอบีเอ็ม ที่มีชื่อเรียกว่า PS/2 (พีเอสทู) ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของไอบีเอ็ม ในขณะที่โครงการกำลังเดินหน้าอยู่นั้น เกตส์ได้มองเห็นข้อขัดแย้งระหว่างไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็มอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่การออกแบบระบบ การสนับสนุนฮาร์ดแวร์ และส่วนประสานงานผู้ใช้ ท้ายที่สุดแล้ว เกตส์เชื่อว่าไอบีเอ็มต้องการกีดกันไมโครซอฟท์ออกจากการมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนา OS/2 และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 เกตส์ได้ประกาศต่อพนักงานของไมโครซอฟท์ว่า ความร่วมมือกับไอบีเอ็มเพื่อพัฒนา OS/2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อแต่นี้ไมโครซอฟท์จะหันมาทุ่มเทให้กับระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์วินโดวส์แทน โดยมีแกนกลางเป็น Windows NT. ในปีที่นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาดนั้น OS/2 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และวินโดวส์ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยมของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนจาก MS-DOS ไปเป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ไมโครซอฟท์ได้ยึดตลาดของคู่แข่งด้วยโปรแกรมประยุกต์หลายตัว เป็นต้นว่า WordPerfect และ Lotus 1-2-3
ในอีกเกือบ ๆ หนึ่งทศวรรษต่อมา โปรแกรมอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) ซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ของไมโครซอฟท์ ได้มาแทนที่โปรแกรมเน็ตสเคปเนวิเกเตอร์ (Netscape Navigator) ซึ่งหลายคนอธิบายความสำเร็จดังกล่าวว่า เกิดจากการที่ไมโครซอฟท์ได้รวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด. ส่วนผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกล่าวว่า การรวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการนั้น สำคัญน้อยกว่าการที่ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาความสามารถของอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ จนถึงระดับที่เทียบได้กับเน็ตสเคปเนวิเกเตอร์
ในฐานะสถาปนิกซอฟต์แวร์ผู้วางยุทธวิธีการขายสินค้าของไมโครซอฟท์ บิลล์ เกตส์ได้เพิ่มความหลากหลายของประเภทสินค้าไปอย่างกว้างขวาง และเมื่อสินค้านั้น ๆ ครองตำแหน่งสินค้ายอดนิยมในบรรดาประเภทเดียวกัน เกตส์ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันตำแหน่งนั้นไว้ การตัดสินใจทางยุทธวิธีของเกตส์และของผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์คนอื่น ๆ ทำให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมการแข่งขันทางการตลาดจับตามอง และในบางกรณีถูกวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นกรณีที่ีไมโครซอฟท์ถูกฟ้องร้องในข้อหาผูกขาดทางการตลาดจากการรวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์เป็นต้่น
ในปี ค.ศ. 2000 บิลล์ เกตส์ได้เลื่อนตำแหน่งให้ สตีฟ บาลเมอร์ เพื่อนผู้คบหากันมานาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ แทนเขาอีกด้วย


ส่งงานอาจารย์จักรพงศ์ เจือจันทร์


กูเกิล (Google) เป็นชื่อของ เว็บไซต์ ที่โด่งดังจากบริการค้นหาข้อมูล อินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และเป็นชื่อของบริษัทที่พัฒนาเว็บไซต์กูเกิล
เว็บไซต์กูเกิลเป็นที่นิยมของผู้ใช้ เนื่องจากความสามารถที่หาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีข้อมูลในดัชนีมากกว่า 8 พันล้านเว็บไซต์ (ข้อมูลเดือน มิถุนายน 2548)
ปัจจุบันมีบรรดาผู้ใช้ อินเทอร์เน็ต มากมายหลงใหลในกูเกิล จนถึงกับมีผู้ประพันธ์บทเพลงเพื่อเป็นการอุทิศให้ความยิ่งใหญ่ของกูเกิลเลยทีเดียว
ช่วงก่อตั้ง
กูเกิล ก่อตั้งโดยลาร์รี เพจ(Larry Page) และเซอร์เกย์ บริน(Sergey Brin) เริ่มต้นพัฒนามาจากโครงงานวิจัยซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ ในช่วงที่กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1996 โดยใช้ชื่อโครงงานว่า แบ๊กรับ โดยเน้นเนื้อหาในการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทั้งเพจและบรินได้ตัดสินใจทดสอบประสิทธิภาพของระบบการค้นหาของตน โดยจดทะเบียนโดเมนเนม Google วันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1997 ภายหลังได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ กูเกิล ในปี ค.ศ. 1998ต่อมากูเกิลได้เปิดให้ผู้พัฒนาโปรแกรมคนอื่น สามารถนำโค้ดกูเกิลไปใช้ได้ โดยใช้ฐานข้อมูลจากทางกูเกิล ตัวอย่างบริษัทที่ใช้ได้แก่ มูลนิธิมอซิลลา ผู้พัฒนาเบราว์เซอร์ ไฟร์ฟอกซ์ บริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ ผู้พัฒนาเบราว์เซอร์ ซาฟารี
การเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน
ในปี พ.ศ. 2547 ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนและเข้าตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) โดยใช้ดัชนีชื่อ GOOG หุ้นของกูเกิลในช่วงทำ Initial Public Offering (IPO) มีมูลค่าสูงขึ้นมากกว่า 200% ในช่วงปิดตลาดหุ้นของวันแรกที่ได้ประกาศ (เปรีบเทียบกับ ไป่ตู้ เสิร์ชเอนจินของประเทศจีน มูลค่าเพิ่มขึ้น 354% ในช่วงปิดตลาดวันแรก วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2548)
ชื่อ Google
ชื่อ "Google" มาจากคำว่า "googol" ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว หรือ 10100 เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล อีกกระแสหนึ่งบอกว่าชื่อ Google มาจากความผิดพลาดในการจดโดเมนเนมในช่วงก่อตั้ง
ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 กูเกิลชนะความในศาล ในคดีที่มีบริษัทอื่นตั้งชื่อใกล้เคียง ได้แก่ googkle.com ghoogle.com และ gooigle.com เพื่อเรียกให้คนอื่นเข้าเว็บไซต์ของตน ทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของกูเกิล

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

นิทานเรื่อง จีนกับใบมะขาม

เล่าใหม่โดย วินทร์ เลียววาริณ โกย้งกับโกผงเป็นชาวจีนสองคนเพื่อนตายที่หาเช้ากินค่ำในเมืองจีน ชีวิตในหมู่บ้านของพวกเขาแร้นแค้นมาก ทั้งสองมักอด ๆ อยาก ๆ วันหนึ่งโกย้งบอกโกผงว่า "เราทั้งสองจงเดินทางไปเมืองไทยเถิด ได้ยินคำร่ำลือว่า แผ่นดินนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อุดมด้วยเรือกสวน พืชผักผลไม้บริบูรณ์" โกผงถามว่า "เราสองคนจะทำอะไรกิน" โกย้งตอบว่า "เรามีสองมือสองเท้า จะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่เราขยันขันแข็ง มีหรือจะอดตายในแผ่นดินอุดมสมบูรณ์เช่นนั้น" ทั้งสองใช้เงินก้อนสุดท้ายเป็นค่าเดินทาง เรือสำเภาดั้นด้นฝ่าคลื่นลมจากเมืองจีนมาถึงจุดหมาย และขึ้นฝั่งทางภาคใต้ของไทย โกย้งมองไปรอบตัว ยิ้มบอกว่า "เราไม่อดตายแล้ว ที่นี่เป็นสวรรค์โดยแท้" โกย้งกับโกผงตัดสินใจแยกทางกันไปทำมาหากิน เพราะเห็นว่าการแยกกันไปทำงานคนละอย่างจะเพิ่มโอกาสในการสร้างตัว ทั้งสองสัญญากันว่า หากใครประสพความสำเร็จก่อน จะช่วยเหลืออีกคน นัดหมายกันว่าอีกสองปีมาเจอกันที่ท่าเรือ เมื่อแยกทางกันแล้ว โกผงก็ทำงานจิปาถะตามสบาย เนื่องจากเมื่อไม่มีกิน ชาวบ้านก็มักเอื้อเฟื้อมอบอาหารให้ ผลหมากรากไม้ก็หาง่าย อีกทั้งอากาศทางภาคใต้ก็เย็นสบาย ฝนตกปรอยชุ่มชื้นเสมอ โกผงจึงใช้ชีวิตตามสบาย เมื่อได้เงินมาก็หยุดทำงานนอนเล่นไปวัน ๆ ใช้เงินหมดเมื่อใดค่อยตะเกียกตะกายไปหางานทำ เวลาผ่านไปสองปี โกผงก็ยังมีสภาพยากจนเช่นเมื่อสองปีก่อน โกผงเดินทางไปที่จุดนัดพบ เขาเห็นโกย้งในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม โกย้งกลายเป็นเศรษฐี นั่งรถม้า มีคนขับรถ คนรับใช้หลายคนคอยปรนนิบัติ โกย้งเล่าว่า เมื่อแยกทางมา เขาก็ทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน เก็บหอมรอมริบอย่างอดทนจนได้เงินก้อนหนึ่ง นำไปลงทุนซื้อสวนใหญ่ปลูกมะขามและผลไม้อื่น ๆ กิจการดีขึ้นตามลำดับ เมื่อรู้ว่าเพื่อนของตนไม่มีงานทำ โกย้งก็บอกให้โกผงไปทำงานกับตน โกผงทำงานที่ใหม่ นอกจากไม่ได้เปลี่ยนนิสัยทำงานวันหยุดสองวันแล้ว ยังแย่กว่าเดิม หยุดงานนานครั้งละหลาย ๆ วัน เมื่อโกย้งถามว่าทำไมเขาไม่ทำงาน โกผงตอบว่า "แกรวยแล้ว ทำไมต้องทำงานหนักอีก ไม่จำเป็นต้องทำงานก็อยู่สบายไปตลอดชีวิตได้" โกย้งสังเกตเห็นเพื่อนของตนเปลี่ยนไปเช่นนั้น ก็มิได้ว่ากล่าวแต่ประการใด บอกเพื่อนว่า "ถ้าเช่นนั้น ฉันจะให้แกไปทำงานง่าย ๆ " โกผงถามว่า "งานอะไร" "รูดใบมะขามออกจากต้น เริ่มจากต้นเล็กก่อน" โกผงรับปากด้วยความยินดีที่ได้ทำงานเบาสบายกว่าเดิม โกผงรูดใบมะขามออกหมดต้นในสองสามวัน ไม่นานต้นมะขามนั้นก็เฉาตาย โกผงรูดใบไม้จากต้นใหม่ต่อไป ครั้งนี้ใช้เวลารูดนานขึ้นเป็นอาทิตย์ เพราะเป็นต้นขนาดกลาง มะขามต้นนั้นไม่ตาย แต่ก็ใช้เวลาฟื้นตัวนานหลายอาทิตย์ เมื่อรูดใบหมดต้น โกผงก็ไปรูดใบจากต้นมะขามใหญ่ ครั้งนี้กินเวลานานเป็นเดือนก็ไม่หมดสักที เพราะเมื่อรูดใบหมดไปส่วนหนึ่ง ต้นมะขามก็ผลิใบใหม่ออกมา โกผงรู้สึกเหนื่อยจึงนั่งพักที่โคนต้นมะขาม สายตามองดูใบไม้ที่ถูกรูดร่วงโรยรายบนพื้น เขานั่งคิดว่า ทำไมจึงไม่สามารถรูดใบไม้ทั้งหมดลงมาได้ ทั้ง ๆ ที่สองต้นแรกใช้เวลาเพียงไม่นาน เขานึกถึงตัวเองที่ทำงานวันเว้นวัน เงินหมดอย่างรวดเร็ว คนที่ทำงานหนักได้เงินทองมาสะสมมากมาย ก็เหมือนมะขามใหญ่ รูดใบไม้ออกไปเท่าใดก็ไม่มีวันหมด ส่วนคนที่ขี้เกียจทำงานเช่นเขา มีเงินทองเล็กน้อย รูดใบไม้ไม่กี่วันก็หมดเกลี้ยง ไม่นานก็เฉาตายไป เขารู้แล้วว่าโกย้งมอบงานนี้ให้เขาทำเพื่อให้เขารู้จักคิด เขารู้สึกละอายใจ โกผงกลับไปหาโกย้ง ขอทำงานที่ยากขึ้น คราวนี้เขาทำงานทุกวัน และไม่นานก็มีฐานะที่ร่ำรวย ยืนหยัดได้เหมือนมะขามใหญ่ต้นนั้น

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ข้อคิด ข้อเตือนใจ เรื่องความรัก




ข้อคิด ข้อเตือนใจ เรื่องความรัก
1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง 2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา 3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว 4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป 5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้นแต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ 6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด 7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา 8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง 9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ 10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน 12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต 13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ 14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น 15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ 16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข 17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน 18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำว่ารักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข 19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่ามันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา 20. คนที่มีความสุขที่สุดไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก 21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่ พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่า-ของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต 22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา 23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ 24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ 25. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็อาจจะต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป 26. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถือ ก็อาจจะต้องแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้มัน 27. ความรัก ง่ายที่เราจะหามัน แต่ยากที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

บทความน่าอ่าน หัวใจที่ชายแดน


“เมื่อฉันมาเมืองไทยครั้งแรก ฉันคิดจะอยู่เพียงสามเดือน” คนพูดชื่อ ซินเธีย หม่าว แต่ผู้คนเรียกเธอว่า หมอซินเธีย ใบหน้าของเธอไม่ขาดจากรอยยิ้ม และนัยน์ตาไม่ขาดความเมตตา สามปีต่อมาเธอยังอยู่ที่นี่ แล้วห้าปีก็ผ่านไป เธอก็ยังอยู่ที่นี่จนบัดนี้ เธอมาอยู่ในไทยกว่าสิบห้าปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะอยู่ต่ออีกนานเท่าใดในฐานะคนไร้สัญชาติ หนีตายจากแผ่นดินเกิดที่อีกฟากฝั่งแม่น้ำ ที่นี่กลายเป็นบ้านของเธอและชาวอพยพอีกจำนวนมากเรือนไม้หลังเล็กถูกดัดแปลงเป็นสถานพยาบาล เตียงคนไข้เป็นไม้ต่ออย่างหยาบ เครื่องมือแพทย์ต่ำกว่ามาตรฐาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาจากโรงเรียนแพทย์ แต่ที่นี่มีน้ำใจชีวิตที่นี่ไม่ง่าย การรักษาชีวิตคนในพื้นที่กันดารไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การถูกขับไล่ไสส่งของจากบ้านเกิด และถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกก่อการร้ายที่ปลูกฝิ่น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นี่เป็นสถานที่เดียวที่ชาวบ้านรับการรักษาฟรี คนไข้ที่เหยียบกับระเบิดจะได้รับขาเทียมฟรี มันยังเป็นศูนย์กลางพัฒนาสังคม แคมป์เด็กอพยพเด็กที่ถูกทอดทิ้ง รวมไปถึงโรงเรียน และศูนย์แพทย์เคลื่อนที่ซึ่งเคลื่อนที่ไปทุกที่ในชายแดนพม่าเพื่อรักษาคนป่วย บ่อยครั้งต้องตัดแขนขาคนบาดเจ็บกลางป่า และจำนวนคนไข้ก็มักเกินกำลังคนรักษาเสมอ แต่อุปสรรคของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มีมากกว่านั้น กับระเบิดจำนวนมากที่ฝังตามแนวชายแดน และทหารพม่าทำให้งานนั้นบรรลุเป้ายากกว่าเดิม หลายคนเสียชีวิตจากงานที่ทำแต่พวกที่เหลือก็ยังคงทำงานนี้ต่อไป หมอซินเธียเกิดในครอบครัวกะเหรี่ยงที่เมืองมะละแหม่ง เรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ปี พ.ศ. 2528 ฝึกงานที่อิรวดี เปิดคลินิกที่ผาอ่างได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนชีวิตของเธอโดยสิ้นเชิงเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าในปี พ.ศ. 2531 และเป็นหนึ่งในพวกที่หนีตายจากการกวาดล้าง เดินป่านานเจ็ดวันเต็มเข้าเขตแดนไทยณ พื้นที่แม่ตาว หมอซินเธียเปลี่ยนบ้านชาวนาเป็นคลินิก รักษาชาวบ้านที่หนีจากพม่าไม่คิดเงิน คนพลัดถิ่นจากสงครามกลางเมืองมีราวหนึ่งล้านคน พวกนี้ต้องอพยพหนีภัยสงครามเสมอๆ คนไข้ของเธอมีทั้งมิตรและแม้แต่ศัตรู ทั้งผู้อพยพ คนงานพม่า และชาวบ้านที่ชายแดนไทย-พม่า ราวห้าหมื่นคนแถบนั้น ทุกๆ วันมีคนราวสองร้อยคนมารับการรักษา พวกเธอใช้เครื่องมือเท่าที่มี ฆ่าเชื้อโรคเครื่องมือแพทย์ด้วยหม้อหุงข้าวผ่านไปหลายปี ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น จำนวนแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเพิ่มมากขึ้น ยาและเครื่องมือแพทย์เริ่มถูกส่งจากองค์กรต่างๆ ในต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ หมอห้าคน เจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ อีกร้อยกว่าคน ทำงานตัวเป็นเกลียว รักษาทุกโรค ตั้งแต่โรคง่ายๆ ไปจนถึงการผ่าตัด การถ่ายเลือด ไปจนถึงเหยื่อกับระเบิดและอาวุธสงคราม“ฉันเคยคิดเสมอว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าจะดีขึ้น”แต่มันไม่เคยดีขึ้น “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผู้คนยังคงอดอยากเช่นเดิม”ในโลกที่ดำเนินไปด้วยหลัก ‘ตัวใครตัวมัน’ และ ‘มือใครยาว สาวได้สาวเอา’ หาคนเสียสละเพื่อสังคมยากเย็นขึ้นทุกที เพราะมองไม่เห็นว่า หากคนอื่นอยู่ไม่ได้ ช้าหรือเร็วเราก็อยู่ไม่ได้แต่เพราะโลกยังมีน้ำใจหลงเหลืออยู่บ้าง เราจึงยังมีความหวังในการสร้างสรรค์โลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นแม้ว่าสันติภาพจะเป็นแสงอันริบหรี่ แต่หากชาวโลกช่วยกันจุดคนละดวง มันก็สว่างไสวได้ วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com